โฟโน (Phonopheresis)

บทความเรื่อง phonopheresis นี้ เขียนโดย รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน ประจำหน่วยตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นอาจารย์ของผมเอง เห็นว่าเป็นประโยชน์กับบุคคลทั่วไป จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ในที่นี้

Phonophoresis เป็นวิธีการเพิ่มการดูดซึมของยาโดยใช้อัลตราซาวด์ช่วย แต่จากการศึกษาการใช้ phonophoresis กับยา xylocaine, fluocinolone acetonide และ amphoterin B พบว่าไม่ได้เพิ่มการดูดซึม ดังนั้น phonophoresis ยังไม่สามารถทำได้จริง


          ดังนั้นการทำ phonophoresis ในปัจจุบันก็คือการรักษาด้วยอัลตราซาวด์ธรรมดา อัลตราซาวด์เป็นคลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งหูมนุษย์ไม่ได้ยิน และที่นำมาใช้รักษาในเวชศาสตร์ฟื้นฟูจะใช้คลื่นเสียงความถี่ 0.8-1 megahertz เครื่องทำอัลตราซาวด์จะมีหลายรูปแบบและจะมีหัวอัลตราซาวด์ (probe)หลายชนิดเพื่อส่งคลื่นเสียงให้เหมาะสมกับโรค เครื่องอัลตราซาวด์จะให้ความร้อนกับเนื้อเยื่อซึ่งอยู่ในชั้นลึก เช่น กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็นมากกว่าเนื้อเยื่อผิวหนังซึ่งอยู่ตื้น จึงใช้อัลตราซาวด์รักษาโรคกระดูก โรคกล้ามเนื้ออักเสบ หรือเส้นเอ็นอักเสบได้ผลดี และไม่นิยมใช้รักษาการอักเสบในชั้นผิวหนัง

          กฏหมายของประเทศไทยในปัจจุบันบังคับให้ผู้ใช้เครื่องอัลตราซาวน์จะต้องผ่านการอบรม คือเป็นแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเท่านั้น เพราะถ้าใช้ผิดวัตถุประสงค์จะเกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้ เช่นการใช้ความเข้มของคลื่นสูงไปหรือการแช่หัวอัลตราซาวด์ บริเวณจุดเดียวจะทำให้เกิดโพรงอากาศในเซลล์ทำลายเนื้อเยื่อได้ และยังมีข้อห้ามใช้ในผู้ตั้งครรภ์และเด็กเล็ก หรือใช้ในบริเวณใกล้กระดูกไขสันหลัง ฯลฯ ในปัจจุบันมีการนำอัลตราซาวด์มาใช้รักษาผิวพรรณ โดยอ้างว่าช่วยเพิ่มการดูดซึมของยาและช่วยลดริ้วรอยจากการเสื่อมของผิวหนัง ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือผิดหลัก เพราะอัลตราซาวด์จะมีผลต่อเนื้อเยื่อลึกกว่าผิวหนังจึงไม่ช่วยเพิ่มการดูดซึมของยาแต่อย่างใด เนื่องจากการสั่นของอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของส่วนประกอบภายในเซลล์ได้จึงมีผู้นำคลื่นอัลตราซาวด์มากระตุ้นเซลล์ผิวหนังซึ่งเสื่อมตามธรรมชาติโดยหวังว่าคลื่นอาจช่วยปลุกเซลล์ให้ฟื้นตัวกลับมาทำงานเหมือนเดิม แต่การเสื่อมของเซลล์ผิวหนังตามวัย ยังไม่มีผู้ใดทราบว่าเป็นจากเหตุใด การรักษาด้วยอัลตราซาวด์ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุจึงไม่ได้ผล


Copyright © 2014. All Rights Reserved.