การรักษาปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เป็น

คนไข้หลายคนที่มีปัญหาที่ต้องรักษาต่อเนื่อง บางครั้งเพื่อความสะดวก ก็จะแวะมาซื้อเป็นยาเดิมไป ซึ่งที่คลินิกก็กำหนดไว้ว่า จะไม่จ่ายยาให้กับคนทั่วไปที่ไม่มีประวัติการรักษา เพราะไม่ใช่ร้านขายยา และกรณีที่คนไข้ของคลินิกแวะมาซื้อยาเดิม เราจะดูประวัติการรักษาว่า นานเกิน 3 เดือนหรือเปล่า ถ้านานจะแนะนำให้พบแพทย์ เพราะปัญหาอาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม การใช้ยาเดิม อาจจะไม่เหมาะสม และในกรณีที่มียารับประทาน จะไม่จ่ายให้ เพราะยารับประทานนั้น อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับสุขภาพได้มากกว่ายาทา จึงควรประเมินก่อน ว่ามีข้อบ่งชี้ หรือยังจำเป็นต้องรับประทานยาอยู่หรือไม่


         เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะคนไข้ที่รักษาต่อเนื่อง และบ่อยครั้งที่อาการอยู่ตัว ก็ไม่ค่อยได้ปรับยา จึงอยากจะซื้อยาที่เคาน์เตอร์ข้างหน้า เพราะสะดวก ไม่ต้องรอตรวจ หรือบางทีอาจจะคิดว่า ประหยัดค่าแพทย์ ซึ่งในส่วนนี้แล้ว เฉพาะที่คลินิก กำหนดไว้ว่า กรณีของปัญหาที่คนไข้มักจะทราบคำวินิจฉัยอยู่แล้ว และต้องรักษาต่อเนื่อง เช่นเรื่องสิว ฝ้า จะไม่มีการคิดค่าแพทย์ คนไข้พบแพทย์ หรือซื้อยาเดิม (refill) จะมีค่าใช้จ่ายเท่ากัน เพื่อไม่สร้างอุปสรรคให้คนไข้ไม่อยากพบแพทย์


          การพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการประเมินปัญหาใหม่ และทบทวนการใช้ยา และการปฏิบัติของคนไข้ว่า ถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ และโดยหลักแล้ว การรักษาเป็นการแก้ไข สิ่งที่"กำลังเป็น"อยู่ ซึ่งก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากการดำเนินไปของโรคหรือจากการรักษา หรือปัญหาแทรกซ้อน ดังนั้น การรักษาจึงต้องปรับให้สอดคล้องกับปัญหาในปัจจุบันอยู่เสมอ นี่คือประโยชน์ของการพบแพทย์ ผมเคยเรียนคนไข้ว่า อาชีพแพทย์นั้น ใช้แรงงาน จะเรียกว่าเป็นกรรมกรทักษะสูงก็ได้ ถ้าคนไข้มา 10 คน แม้จะเป็นโรคเดียวกัน ก็ต้องตรวจทั้ง 10 ครั้ง หรือถ้าคนไข้คนเดียวกัน มาด้วยโรคเดิม 10 หน แพทย์ก็ต้องประเมินปัญหาใหม่ทั้ง 10 หน ไม่มีสิทธิเบื่อ เพราะธรรมชาติของอาชีพเป็นอย่างนี้ ไม่เหมือนกับเป็น Tutor รร.สอนกวดวิชา ซึ่งสอนครั้งละ หลายร้อยคนพร้อมกันได้ สอนแล้วก็บันทึกเทปไว้ เปิดดู on demand หรือเปิดที่สาขาอื่นได้ อาชีพแพทย์ทำอย่างนั้นไม่ได้ ทำงานเป็นครั้งๆ เป็นคนๆ ไป แพทย์ทุกคนรับทราบอยู่แล้วว่า ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องเกรงใจที่จะพบเพื่อปรึกษาแพทย์


Copyright © 2014. All Rights Reserved.