การดูแลผิว

เครื่องสำอางเติมสี และปิดรอย (Make up)

เครื่องสำอางชุดนี้จะเพิ่มสีสันของใบหน้าและช่วยปกปิดสีผิวหรือรอยแผลเป็นของผิวหนัง เนื่องจากเครื่องสำอางตกแต่งจะมีส่วนประกอบของครีมหรือโลชันและผสมผงแป้งและผงสีหลายชนิดโดยแป้งจะช่วยดูดซับความันของใบหน้า แป้งยังเป็นเกราะปกป้องรังสีอัลตราไวโอเลต ลมและมลภาวะจากภายนอกและแป้งจะช่วยเคลือบผิว ซึ่งมีริ้วรอยหรือรอยแผลเป็นให้ดูเรียบขึ้น และยังช่วยปกปิดสีผิวได้ด้วย ส่วนเนื้อครีมหรือโลชันจะช่วยเพิ่มความชุ่มชี้นของผิวหนัง ส่วนผงสีจะช่วยปรับให้สีผิวกลมกลืน ในเครื่องสำอางชุดตกแต่งยังอาจผสมสารอื่นๆ เช่น ผสมสารช่วยการลอกผลัดผิว เช่นสาร AHA, กรดซาลิซิลิก (BHA) หรือผสมยาต้านจุลินทรีย์เพื่อรักษาสิวหรือผสมสารปกป้องรังสีอัลตราไวโอเลตเครื่องสำอางเพื่อตกแต่งสีผสมผงสีหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับผิวหนังส่วนนั้นและผสมสีให้สอดคล้องกับกระแสความนิยม เช่น ครีมทาแก้ม, ครีมทาเปลือกตา, ลิปสติกทาริมฝีปาก ฯลฯ โดยสารหลักที่ใช้ผสมในเนื้อครีมจะคล้ายคลึงกัน แต่ใส่สีแตกต่างกันให้เลือกใช้

เครื่องสำอางชุดตกแต่งสีและปกปิดความไม่สมบูรณ์ของผิว (make up color cosmetics)
1 ครีมรองพื้น (foundation) ซึ่งใช้ทาหลังทำความสะอาดผิว มีหลายรูปแบบ เช่น ครีมแบบกึ่งน้ำมัน (water in oil emulsion) หรือครีมกึ่งน้ำ (oil in water emulsion) แบบไร้น้ำ (waterfree anhydrous base) แบบแป้งแข็ง (pressed powder) โดยส่วนผสมหลักของครีมรองพื้นประกอบด้วยน้ำมันชนิดต่างๆ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว น้ำมันงา น้ำมันจากเมล็ดแอลมอน น้ำมันมะพร้าว น้ำมันระหุ่ง ไขผึ้ง (bee wax), ไขแกะ (lanolin), mineral oil, vasaline ฯลฯ ส่วนผสมของน้ำมันเหล่านี้จะผสมกับน้ำโดยมีสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ช่วยให้การรวมตัวของน้ำและน้ำมันอยู่ตัว เช่น ครีมหรือโลชัน และผสมผงแป้งต่างๆ เช่น titanuim dioxide, zinc oxide, zinc stearate, kaolin ฯลฯ ให้เข้าเนียนในเนื้อครีม เมื่อทาครีมรองพื้นผงแป้งนี้จะกระจายสม่ำเสมอทำให้ผิวเรียบเนียน และช่วยให้สีผิวจะขาวสม่ำเสมอเพื่อพร้อมที่จะแต่งเติมสีสรรรใหม่ตามต้องการ เนื่องจากครีมรองพื้นจะค่อนข้างเหนียว เพื่อให้แป้งหรือเครื่องสำอางอื่นที่จะใช้ทาทับเกาะติดแน่น จึงอาจมีผลให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน (comedogenic) และเกิดสิว (acne) ขึ้นง่ายจึงไม่เหมาะในคนซึ่งเป็นสิวง่าย แต่มีการกล่าวอ้างจากผู้ผลิตเครื่องสำอางว่าได้พยายามค้นคว้าทดลอง พบน้ำมันชนิดซึ่งเหมาะสม เมื่อผสมในครีมจะไม่ก่อให้เกิดสิวได้ โดยทดลองทาน้ำมันเหล่านั้นบนหูกระต่ายและถ้าน้ำมันดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน เมื่อนำมาผสมในเครื่องสำอางก็จะอ้างว่าไม่มีสารก่อให้เกิดสิว (noncomedogenic) ในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว แต่การนำมาใช้ในมนุษย์อาจแตกต่างจาการทดลองในกระต่าย


2. ครีมหรือแป้งทาแก้ม (rouge, blusher) เพื่อแต่งเติมสีสรรและแรเงาบริเวณแก้ม สันจมูก ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จะเหมือนครีม แต่จะผสมผงแป้งและผงสีมากขึ้น มีรายงานการเกิดรอยดำคล้ำ บริเวณใช้ blusher ซึ่งผสมสี Pigment Red 64 and Solvent Red23, l-phenyl-azo-2-naphthol (sudan I, Solvent Yellow 14) และ Sudan III


3. ครีมทารอบดวงตา เนื่องจากตาเปรียบเป็นหน้าต่างของใบหน้า การแต่งหน้าจึงให้ความสำคัญบริเวณรอบดวงตามาก เมื่อใช้รองพื้นทาผิวใบหน้าเรียบแล้วจะถึงขั้นตอนการแต่งรอบดวงตา โดยจะปัดขนตาให้ดำ ยาว งอน ด้วยใช้มาสคาร่า (mascara) ซึ่งเป็นครีมกึ่งน้ำมันแห้งเร็ว และตกแต่งสีเปลือกตาด้วย eye shadow ในขั้นตอนขั้นที่สอง eye shadow เป็นครีมลักษณะคล้ายครีมรองพื้น แต่ใส่สีแตกต่างกว่า ในปัจจุบันนิยมใช้เป็นแบบ pressed powder มากกว่าชนิดครีม ส่วน eye liner และดินสอเขียนคิ้วก็มีส่วนประกอบเหมือนรองพื้นแต่ผสมไขและสีสูงกว่า เครื่องสำอางรอบดวงตายังมีอีกหลายชนิด เช่น ครีมบำรุง ครีมปกปิดริ้วรอย ครีมเช็ดทำความสะอาดผิวรอบดวงตา ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่ใช้รอบดวงตาต้องไม่ก่อให้เกิดอาการระคายต่อเยื่อบุตา จึงมีการทดลองในกระต่ายโดยหยดสารดังกล่าวเข้าในดวงตากระต่าย ถ้าไม่ระคายเคืองก็ถือว่าน่าจะใช้บริเวณรอบดวงตาได้ ครีมหรือโลชันหลายชนิดอ้างว่าเป็น hypoallergic เพราะส่วนผสมที่ใช้ครีมมีอุบัติการแพ้น้อย แต่ในคนแพ้เครื่องสำอางก็คงแพ้เครื่องสำอาง hypoallergic ได้


4. ลิปสติก (lipstick) ส่วนประกอบของลิปสติกจะมีไขมัน น้ำมัน และสีในปริมาณสูง และมักนิยมใส่สารเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น ลาโนลิน ลิปสติกบางชนิดจะผสมรสชาด (flavor) และทำให้แพ้ได้ง่าย


Copyright © 2014. All Rights Reserved.